แคดอกแดง (Cork Wood Tree) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกต้น ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคกลางเรียกแค หรือแคบ้านดอกแดง ส่วนเชียงใหม่เรียกแคแดง เป็นต้น แคดอกแดงนี้เป็นไม้พื้นบ้านเนื้ออ่อน นิยมนำมาปลูกเพื่อเป็นรั้วบ้านเรือน สามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ดที่แก่จัด และจะยืนต้นตายมีอายุได้ไม่นาน
ลักษณะทั่วไปของแคดอกแดงสำหรับต้นแคดอกแดงนั้นเป็นไม้ขนาดเล็ก มีลำต้นสูงประมาณ 3 – 6 เมตร ซึ่งแตกกิ่งก้านสาขามาก โดยเปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา ส่วนใบนั้นจะเป็นใบประกอบแบบขนนกออกแบบเรียงสลับ ทั้งโคนใบและปลายใบจะมน ขอบและแผ่นใบเรียบ ใบเขียว และดอกจะออกเป็นช่ออยู่ตามบริเวณซอกใบประมาณ 2 – 4 ดอก มีสีแดง ซึ่งกลิ่นนั้นหอมมาก ส่วนผลจะมีลักษณะเป็นฝัก โดยฝักเมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดภายในจำนวนมาก สีน้ำตาล ลักษณะกลมแป้น
ประโยชน์และสรรพคุณของแคดอกแดงใบ – ช่วยในการแก้ไข้หวัดและถอนพิษไข้ ช่วยแก้ไข้เปลี่ยนฤดู ตลอดจนช่วยดับพิษ และถอนพิษ ให้รสจืดมันดอก – ช่วยแก้อาการไข้เปลี่ยนฤดู ให้รสหวานเย็นเปลือกต้น – ช่วยในการคุมธาตุ แก้บิดมูกเลือด ตลอดจนช่วยชะล้างบาดแผล และช่วยในการสมานแผลทั้งภายในและภายนอกของร่างกาย ให้รสฝาด
สำหรับต้นแคดอกแดงนั้นสามารถนำมารับประทานได้เหมือนแคดอกขาว โดยหลายๆ คนอาจสงสัยว่าสามารถรับประทานแคดอกแดงได้ด้วยหรือ ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถนำมารับประทานได้ เพียงแต่ไม่ค่อยนิยมเท่าเพราะไม่ค่อยพบแคดอกแดงมากเท่าแคดอกขาว มักรับประทานในเมนูอย่าง แกงส้มดอกแค หรือแกงเหลืองดอกแค เป็นต้น
คัดเค้า (Siamese Randia) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกเถา ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น เชียงใหม่เรียกจีเก๊า, หนามลิดเค้า, โยทะกา หรือเค็ดเค้า เป็นต้น คัดเค้าเป็นพันธุ์ไม้ที่คนสมัยกันมักคุ้นหูและรู้จักกันดี แต่สำหรับในปัจจุบันหลายคนอาจสงสัยอยู่ว่าคือพันธุ์ไม้อะไรกัน ซึ่งคัดเค้านั้นมีถิ่นกำเนิดทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว
ลักษณะทั่วไปของคัดเค้า
สำหรับต้นคัดเค้านั้นเป็นไม้เถาเนื้อเหนียวแข็งที่มีความสูงของลำต้นประมาณ 3 – 6 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล มักขึ้นพันเลื้อยไปยังต้นและกิ่งไม้ และตามลำต้นจะมีข้อและใบงอกออกมาเป็นคู่ๆ ข้อละ 1 คู่ พร้อมหนามแหลมงองุ้มออกจากโคนใบคล้ายเขาของควาย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของต้นคัดเค้าเลยทีเดียว ส่วนใบนั้นจะเป็นใบเดี่ยว ออกแบบตรงข้ามกัน รูปรี โคนสอบ ปลายแหลม ขอบเรียบ และดอกนั้นจะออกเป็นช่อกระจุกอยู่ตามซอกใบเป็นช่อใหญ่ โดยมีลักษณะคล้ายกับดอกเข็ม ส่วนผลของคัดเค้าจะออกเป็นพวงหรือกลุ่ม มีลักษณะกลมหรือรี ผิวผลจะเรียบและมัน สีเขียวเข้ม แต่เมื่อสุกจะมีสีดำ ปลายผลจะแหลม ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก โดยออกผลในช่วงเดือนเมษายน
ประโยชน์และสรรพคุณของคัดเค้า
ใบ – ช่วยแก้โลหิตซ่าน ให้รสเฝื่อนเมา
ดอก – ช่วยแก้โลหิตในกองกำเดา ให้รสขมหอม
ลูก – ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส และช่วยในการขับโลหิตระดูที่เน่าร้าย ให้รสเฝื่อนปร่า
เปลือกต้น – ช่วยปิดธาตุ แก้อาการเลือดออกทางทวารทั้งห้า รวมทั้งแก้โลหิตซ่าน และช่วยขับเสมหะ ให้รสฝาด
ทั้งต้น – ช่วยขับเสมหะ และแก้อาการไข้ ให้รสเฝื่อนฝาด
นอกจากประโยชน์อันมากมายของต้นคัดเค้านี้แล้ว ยังนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือนอีกด้วย นิยมให้เลื้อยตามรั้วบ้านเพราะมีประโยชน์ที่นอกจากความสวยความหอมแล้ว ยังใช้แทนเป็นลวดหนามรั้วได้ดีทีเดียว และเด็กๆ ยังชอบนำผลคัดเค้านี้มาทำเป็นลูกกระสุนเล่นกันในกลุ่มด้วย
ขมิ้นชัน หรือขมิ้น, ขมิ้นแกง (Turmeric, Curcuma, Yellow Root) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกเหง้า ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ทางภาคใต้หรืออีสานเรียกขี้มิ้น ส่วนชาวกะเหรี่ยงเรียกขมิ้นทอง, ขมิ้นป่า, ขมิ้นหัว, ขมิ้นแดง, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นไข, ขมิ้นดี, พญาว่าน, ตายอ เป็นต้น ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะทั่วไปของขมิ้นชันสำหรับต้นขมิ้นชันนั้นเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งจัดอยู่ในตระกูลเดียวกับขิง มีอายุได้หลายปี ความสูงลำต้นประมาณ 30 – 95 เซนติเมตร มีรากเหง้าอยู่ใต้ดินเป็นรูปทรงไข่ อวบและสั้น และมีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกเป็น 2 ด้าน ส่วนเนื้อในของเหง้านั้นมีกลิ่นหอมฉุนแบบเฉพาะตัว สีเหลืองอมส้ม หรือเหลืองจำปาอมแสด เป็นใบเดี่ยว ตรงกลางใบมีสีแดงเข้ม เหง้าเรียงตัวเป็นวงซ้อนทับกัน และดอกแทงออกมาจากเหง้ารูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ส่วนใบประดับสีเขียวอ่อนๆ และส่วนผลมีด้วยกัน 3 พู เป็นรูปทรงกลม
ประโยชน์และสรรพคุณของขมิ้นชันเหง้า – ช่วยในการแก้ไขเพื่อดี หรือเพ้อคลั่ง ตลอดจนเป็นไข้เรื้อรัง ช่วยแก้ปัญหาโรคผิวหนังต่างๆ อาการผอมเหลือง แก้เสมหะและโลหิต รวมทั้งช่วยสมานแผล แก้ธาตุพิการ ช่วยสมานแผล แก้ผื่นคัน ไปจนถึงโรคท้องร่วง ขับผายลม ตลอดจนช่วยคุมธาตุ ขับกลิ่นและสิ่งสกปรกภายในร่างกายของเราออกมา และรักษาบาดแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำน้ำที่คั้นได้จากเหง้าสดมาหยอดตา แก้อาการตาบวมหรือแดงได้ด้วย รวมทั้งแก้แผลถลอก ลดอาการอักเสบ แก้โรคผิวหนังจากผื่นคัน ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ให้รสฝาดหวานเอียนผงขมิ้น – ช่วยแก้เม็ดผดผื่นคันบริเวณผิวหนังได้ โดยการนำไปเคี่ยวกับน้ำมันพืชแล้วผสมน้ำเพื่อทาผิวบริเวณที่มีผดผื่นคัน หรือใช้สำหรับแผลสดก็ได้ขมิ้นสด – นำไปตำผสมกับดินประสิวเพียงเล็กน้อย และน้ำปูนใส ใช้สำหรับพอกบาดแผล และแก้อาการเคล็ดขัดยอกได้ดี หรือสามารถนำมารับประทานแก้ท้องร่วง หรือบิด โดยการนำไปเผาไฟแล้วโขลกผสมกับน้ำปูนใสรับประทาน
โดยขมิ้นชันนี้มักนิยมนำไปประกอบอาหารรับประทานกัน เป็นการแต่งสีหรือกลิ่นของอาหาร แถมช่วยดับกลิ่นคาวได้ดีอีกด้วย อาทิ แกงกะหรี่ หรือแกงไตปลา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณทางยาที่นำมาใช้รักษาอาการต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างยาวนานมากกว่า 5,000 ปีเลยทีเดียว และสำหรับบางท่านที่หาซื้อขมิ้นชันมารับประทานในรูปแบบผงสำเร็จหรือแคปซูลนั้น ควรตรวจสอบให้ละเอียดถึงมาตรฐานและคุณภาพความสะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้มีสารสเตียรอยด์ปนเปื้อนซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้
ขลู่ (Indian Marsh Fleabane) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกหญ้า ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคใต้เรียกคลู, หนาดวัว หรือหนาดงิ้ว เป็นต้น โดยพบมากในประเทศเขตร้อนอย่าง ไทย, จีน, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชที่นิยมปลูกกันมากเพราะปลูกค่อนข้างง่าย เรียกว่าขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดเลยทีเดียว โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ชื้นแฉะ และสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำ
ลักษณะทั่วไปของขลู่สำหรับต้นขลู่นั้นเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ที่จะขึ้นเป็นกอๆ และสามารถแตกกิ่งก้านสาขาได้มาก โดยมีความสูงของลำต้นประมาณ 0.5 – 2 เมตร ซึ่งลำต้นจะกลมบริเวณเปลือกของต้นเรียบสีน้ำตาลอมแดงหรือเขียว และตามกิ่งและลำต้นนั้นจะมีขนละเอียดขึ้นปกคลุมอยู่รอบๆ ส่วนใบนั้นเป็นใบเดี่ยวขนาดเล็กบางๆ คล้ายกระดาษออกตรงข้ามกัน มีกลิ่นค่อนข้างฉุน เป็นใบรูปทรงรี โคนใบสอบ ส่วนปลายแหลม และขอบใบจักเป็นซี่ฟันแหลมๆ พร้อมกับมีขนขาวขึ้นปกคลุมรอบๆ และมีดอกออกเป็นช่อฝอยๆ สีขาวนวลๆ หรือขาวอมม่วง ออกดอกตามง่ามใบหรือปลายยอด บริเวณกลีบดอกแบ่งเป็นวงนอกและวงใน โดยกลีบดอกวงนอกจะสั้นกว่ากลีบดอกวงใน และผลขลู่นั้นจะเป็นผลแห้งไม่แตก เป็นรูปทรงกระบอกเล็กๆ สีขาว ส่วนเมล็ดขลู่จะเป็นฝอยเล็กๆ และจะปลิวไปตามลมเมื่อผลแก่
ประโยชน์และสรรพคุณของขลู่ใบ – ถือเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยแก้อาการริดสีดวงทวาร แก้อาการไข้ ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และขับนิ่ว ตลอดจนแก้กระษัย และช่วยสมานแผลทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ให้รสหอมฝาดเมาเค็มดอก – ช่วยแก้โรคนิ่ว ให้รสหอมฝาดเมาเค็มราก – ช่วยในการขับนิ่ว และแก้กระษัย ให้รสหอมฝาดเมาเค็มทั้งต้น – ช่วยแก้อาการริดสีดวงทวาร แก้อาการมุตกิดระดูขาว (อาการตกขาว) รวมทั้งแก้ตานขโมย ตลอดจนขับนิ่วในไต ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ให้รสหอมฝาดเมาเค็มเปลือกต้น – ช่วยแก้กระษัย รวมทั้งอาการริดสีดวงทวาร (สำหรับริดสีดวงทวารใช้วิธีการต้มรมริดสีดวงทวารหนัก) หรือริดสีดวงจมูก (สำหรับริดสีดวงจมูก ให้นำเปลือกต้นมาขูดเอาขนออก แล้วลอกเอาแต่เปลือกหั่นเป็นเส้นมวนสูบ) ให้รสเมาชื่นหอม
ซึ่งจะเห็นได้ว่าต้นขลู่นั้นมีประโยชน์มากมายเรียกได้ว่าทั้งต้นเลยทีเดียว แถมยังปลูกได้ง่ายมากๆ อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานด้านการวิจัยอีกด้วยว่าขลู่นั้นสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งสมองและมะเร็งปากมดลูกได้ด้วย
ข่อย (Siamese Rough Bush, Tooth Brush Tree) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกกักไม้ฝอย ภาคอีสานเรียกส้มผ่อ ภาคใต้เรียกขันตา หรือขรอย ส่วนจังหวัดเลยเรียกส้มพอ จังหวัดกาญจนบุรีเรียกตองขะแน่ และเขมรเรียกสะนาย เป็นต้น ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในไทย
ลักษณะทั่วไปของข่อยสำหรับต้นข่อยนั้นเป็นไม้ยืนต้น โดยมีความสูงของลำต้นประมาณ 5 – 15 เมตร เปลือกต้นสีเทาอ่อนๆ และขรุขระบ้างเล็กน้อยจะแตกเป็นแผ่นบางๆ อีกทั้งรอบลำต้นข่อยนี้จะมียางขาวๆ ข้นๆ ไหลซึมออกมาด้วย โดยกิ่งและก้านนั้นจะค่อนข้างงอ และแตกกิ่งก้านมากเป็นพุ่มทึบ และบริเวณรอบๆ ลำต้นจะมีปุ่มหรือเป็นร่องหรือเป็นพู ขึ้นได้ทั้งแบบเดี่ยวและเป็นกลุ่ม ขยายพันธุ์โดยการใช้รากปักชำ ส่วนใบนั้นเป็นใบเดี่ยวขนาดเล็กเรียงแบบสลับรูปทรงรี เนื้อใบหนาและกรอบสีเขียว ปลายใบแหลม โคนสอบ ขอบหยัก ซึ่งดอกของต้นข่อยนี้จะออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง และผลข่อยนั้นจะเป็นลูกทรงกลมคล้ายไข่สีเขียว เมื่อแก่จัดจะมีสีเหลืองให้รสหวานอร่อย
ประโยชน์และสรรพคุณของข่อยใบ – ซึ่งสามารถนำไปชงน้ำร้อนดื่มเพื่อช่วยระบาย หรือบำรุงธาตุ แก้ปวดเมื่อย ขับผายลม แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ รวมทั้งช่วยแก้อาการปวดท้องจากประจำเดือน และยังสามารถนำไปตำผสมข้าวสารคั้นน้ำดื่มครึ่งถ้วยชา ช่วยให้อาเจียนเพื่อถอนพิษยาเมายาเบื่อ หรืออาหารแสลง ให้รสเมาเฝื่อนเปลือกต้น – ใช้หุงเป็นน้ำมันเพื่อทาหัวริดสีดวง ช่วยแก้อาการปวดฟัน หรือรำมะนาด ทำให้ฟันแข็งแรง รวมทั้งช่วยดับพิษทั้งในกระดูกและเส้น และแก้โรคเรื้อน พยาธิผิวหนัง ตลอดจนช่วยดับพิษต่างๆ และแก้มะเร็ง ให้รสเมาฝาดขมกระพี้ – ช่วยแก้มะเร็ง และพยาธิ หรือฝนกับน้ำปูนใสแก้ผื่นคัน ให้รสเมาฝาดขมเยื่อหุ้มกระพี้ – ขูดออกมาเพื่อใช้เป็นยาสูบแก้อาการริดสีดวงจมูก ให้รสเมาฝาดเย็นราก – ช่วยในการรักษาบาดแผล ให้รสเมาฝาดขมเปลือกราก – ใช้บำรุงหัวใจ (พบมีสารบำรุงหัวใจมากกว่า 30 ชนิด) ให้รสเมาขมลูก – เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงธาตุ แก้กระษัย แก้ลม และขับลมจุกเสียด ให้รสเมาหวานร้อนเมล็ด – เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยขับผายลม และบำรุงธาตุเจริญอาหาร รวมทั้งอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการโลหิตและลม ให้รสเมามันร้อน
นอกจากประโยชน์ของสรรพคุณทางยาจากต้นข่อยแล้ว ผู้คนยังนิยมนำมาใช้สอยเพื่อปลูกไว้ใช้ประโยชน์ในด้านไม้ประดับเป็นหลักอีกด้วย นับเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มากอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว
ข่า (Galanga, Creater Galanga, False Galanga) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกเหง้า จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับขิง ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคกลางเรียกข่าตาแดง ภาคเหนือเรียกข่าหยวก, ข่าหลวง, ข่าใหญ่ หรือกฎุกกโรหินี ส่วนชาวกะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอนเรียกสะเออเคย เป็นต้น ซึ่งข่าที่นิยมในปัจจุบันมีอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น ข่าหยวก, ข่าป่า และข่าตาแดง มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด แต่มักนิยมนำข่าตาแดงมาทำเป็นยา
ลักษณะทั่วไปของข่าสำหรับต้นข่านั้นจัดเป็นไม้ล้มลุก มีความสูงของลำต้นประมาณ 1.5 – 2 เมตร บริเวณส่วนของเหง้าจะมีข้อและปล้องค่อนข้างชัดเจนทีเดียว ส่วนใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะทรงรี และดอกจะออกที่บริเวณยอดของข่า มีดอกย่อยขนาดเล็ก สีขาว ส่วนปลายจะแยกออกเป็น 3 กลีบ และบริเวณโคนติดกันคล้ายหลอดสั้นๆ เป็นใบประดับรูปรีหรือไข่ และผลเป็นทรงกลมเมื่อผลแห้งจะแตกได้ง่าย
ประโยชน์และสรรพคุณของข่าใบ – ใช้สำหรับแก้โรคกลากเกลื้อน แก้ปวดเมื่อยบริเวณข้อต่างๆ และช่วยในการฆ่าพยาธิ ให้รสเผ็ดร้อนดอก – ใช้สำหรับแก้โรคกลากเกลื้อน ให้รสเผ็ดร้อนผล – ช่วยแก้อาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน แก้บิด หรือท้องอืดท้องเฟ้อ และช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น ให้รสเผ็ดร้อนฉุนหน่อ – ช่วยในการบำรุงธาตุไฟ และแก้ลมแน่นหน้าอก ให้รสเผ็ดร้อนหวานเหง้า – ใช้ตำกับมะขามเปียกและเกลือให้สตรีรับประทานหลังคลอด ช่วยขับเลือดคาวปลา แก้อาการตกเลือด หรือขับรก นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการปวดท้อง หรือจุกเสียดแน่น ช่วยขับลมให้กระจาย แก้พิษ แก้บิด แก้อาการฟกช้ำ แก้ลมป่วง แก้สันนิบาตหน้าเพลิง และแก้โรคกลากเกลื้อน ให้รสเผ็ดร้อนขมต้นแก่ – ใช้ตำผสมกับน้ำมันมะพร้าว ช่วยในการแก้อาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อต่างๆ หรือข้อ และแก้ตะคริว ให้รสเผ็ดร้อนซ่าราก – ช่วยแก้อาการเหน็บชา แก้เสมหะและโลหิต และช่วยขับเลือดลมให้เดินสะดวก ให้รสเผ็ดร้อนปร่า
นับเป็นพืชสมุนไพรที่ประเทศไทยเราและอินโดนีเซียนิยมนำมาประกอบอาหารรับประทาน เพราะข่านั้นช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้ดี รวมทั้งยังใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร หรือปรุงรสอาหารในต้มข่า หรือต้มยำ ตลอดจนเป็นส่วนผสมในเครื่องแกง หรือน้ำพริกต่างๆ นอกจากนี้ในบางประเทศยังนิยมนำข่ามาใช้ในการระงับกลิ่นปากและกลิ่นกายอีกด้วย